ผลตอบแทนที่ต้องการคืออะไร ควรใส่เท่าไรเมื่อประเมินหุ้น
ผลตอบแทนที่ต้องการไม่ใช่คำทำนายว่าหุ้นจะให้ผลตอบแทนเท่านั้น แต่เป็นเกณฑ์ที่เราใช้ถามว่า ราคาวันนี้ต่ำพอชดเชยเวลา ทางเลือกอื่น และความเสี่ยงหรือยัง

ผลตอบแทนที่ต้องการทำหน้าที่เหมือนอัตราคิดลด
เงิน 100 บาทในอีก 5 ปีมีค่าไม่เท่ากับ 100 บาทวันนี้ เพราะเงินวันนี้นำไปใช้หรือลงทุนทางอื่นได้ และอนาคตมีความไม่แน่นอน ในแบบจำลองมูลค่า เราจึงคิดราคาอนาคตกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบันด้วย Required Return
สูตรย่อคือ มูลค่าปัจจุบัน = ราคาในอนาคต ÷ (1 + ผลตอบแทนที่ต้องการ)จำนวนปี ยิ่งต้องการผลตอบแทนสูง ราคาที่เหมาะจะจ่ายวันนี้ยิ่งต่ำ เมื่อสมมติฐานอื่นเท่าเดิม
ตัวอย่าง: ปลายทางเดียวกัน แต่ราคาเข้าซื้อต่างกัน
สมมติ แบบจำลอง FCF หรือ EPS/P/E ประเมินว่าหุ้นอาจมีราคา 161.05 ดอลลาร์ในอีก 5 ปี หากต้องการผลตอบแทน 8% ต่อปี มูลค่าปัจจุบันประมาณ 109.60 ดอลลาร์ หากต้องการ 10% จะอยู่ราว 100 ดอลลาร์ และหากต้องการ 12% จะเหลือประมาณ 91.40 ดอลลาร์
ความต่างไม่ได้เกิดจากธุรกิจเปลี่ยน แต่เกิดจากเกณฑ์ของผู้ลงทุน ตัวเลขนี้ยังไม่หักความคลาดเคลื่อนของประมาณการ ค่าธรรมเนียม ภาษี หรือค่าเงิน จึงควรมองเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบ ไม่ใช่คำสั่งซื้อ
ควรใส่เท่าไร
ไม่มีเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคนและทุกหุ้น การตั้งอัตราควรพิจารณาอย่างน้อยสี่เรื่อง:
- ทางเลือกที่เสี่ยงต่ำกว่า: หากสินทรัพย์ปลอดภัยหรือพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงขึ้น การรับความเสี่ยงหุ้นควรมีเหตุผลชดเชยเพิ่มเติม
- ความเสี่ยงของธุรกิจ: รายได้ผันผวน หนี้สูง พึ่งลูกค้ารายใหญ่ หรืออยู่ในอุตสาหกรรมเปลี่ยนเร็ว ทำให้ผลลัพธ์ไม่แน่นอนขึ้น
- เงินเฟ้อและสกุลเงิน: นักลงทุนไทยในหุ้นต่างประเทศต้องคิดด้วยว่าผลตอบแทนที่ต้องการเป็นดอลลาร์หรือเงินบาท และเป็นตัวเลขก่อนหรือหลังเงินเฟ้อ
- เป้าหมายของเจ้าของเงิน: เป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ต่างกัน แต่การต้องการผลตอบแทนสูงไม่ได้ทำให้ตลาดจำเป็นต้องให้ผลตอบแทนนั้น
อย่าใช้ Required Return ซ่อนความเสี่ยงทุกอย่าง
การเพิ่มอัตราคิดลดเพื่อชดเชยทุกความกังวลอาจทำให้ไม่เห็นว่าความเสี่ยงมาจากไหน วิธีที่ตรวจสอบง่ายกว่าคือปรับสมมติฐานให้ตรงจุด: หากยอดขายไม่แน่นอน ให้ทำกรณียอดขายต่ำ หาก Margin อาจลด ให้ลด Margin หากต้องเพิ่มทุน ให้สะท้อนจำนวนหุ้นที่เพิ่ม แล้วค่อยใช้อัตราผลตอบแทนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงส่วนที่เหลือ
อีกด้านหนึ่ง ไม่ควรลด Required Return เพียงเพื่อให้ราคาเหมาะสมสูงกว่าราคาตลาด เพราะนั่นคือการย้อนสูตรเพื่อยืนยันสิ่งที่อยากเชื่อ
ใช้ช่วงแทนเลขเดียว
ลองคำนวณที่ 8%, 10% และ 12% หรือช่วงที่เหมาะกับกรณีศึกษา แล้ววางคู่กับกรณีเติบโตต่ำ ฐาน และสูง ตารางนี้จะบอกว่ามูลค่าพึ่งพาสมมติฐานใด หากต้องใช้การเติบโตสูงสุดพร้อม Required Return ต่ำสุดจึงจะเห็น Upside แบบจำลองนั้นมีเงื่อนไขเปราะบาง
จากนั้นค่อยพิจารณา Margin of Safety เพิ่มเติม เพื่อเผื่อข้อผิดพลาดที่ไม่ได้อยู่ในตาราง เช่น การแข่งขันใหม่ การจัดสรรเงินทุนที่แย่ หรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง
คำถามก่อนบันทึกผล
- อัตราที่ใช้เป็น Nominal หรือหักเงินเฟ้อแล้ว และกระแสเงินสดใช้ฐานเดียวกันหรือไม่
- ใช้สกุลเงินใด และผลของค่าเงินอยู่ตรงไหนในสมมติฐาน
- เทียบกับทางเลือกที่เสี่ยงต่ำกว่าและสินทรัพย์อื่นในพอร์ตแล้วหรือยัง
- มูลค่าเปลี่ยนแค่ไหนหากเพิ่มอัตรา 1–2 จุดเปอร์เซ็นต์
- ผลตอบแทนที่ต้องการสะท้อนความเสี่ยง หรือถูกเลือกเพื่อให้ได้คำตอบที่อยากเห็น
Required Return ที่ดีไม่จำเป็นต้องดูแม่นยำ แต่ต้องอธิบายที่มา ใช้ฐานเดียวกับกระแสเงินสด และเปิดให้ทดสอบได้ เมื่อตลาดหรือความเสี่ยงเปลี่ยน เราจึงปรับสมมติฐานอย่างมีเหตุผลแทนการเปลี่ยนเลขตามอารมณ์